......
ระหว่างทางไปสเปน ฮุมโบลท์วัดความสูงของเนินทุกเนิน ชายหนุ่มปีนเขาทุกลูก เคาะเก็บตัวอย่างหินจากผนังผา ด้วยหน้ากากช่วยหายใจทำให้เขาสามารถสำรวจถ้ำทุกแห่งจนถึงห้องหับที่ลึกที่สุดได้เลยทีเดียว ชาวบ้านที่เห็นเขาจ้องอาทิตย์ผ่านเลนส์เซ็กท์แทนต์พากันคิดว่าเจ้าหนุ่มทั้งสองคงจะเป็นพวกป่าเถื่อนที่บูชาดวงดาว จึงขว้างก้อนหินไล่จนทั้งสองรีบกระโดดขึ้นหลังม้าเผ่นหนีแทบไม่ทัน สองครั้งแรกพวกเขาหนีรอดมาได้โดยไร้ร่องรอยบอบช้ำ แต่พอครั้งที่สาม บงปลองค์ก็ได้แผลใหญ่มาเป็นของที่ระลึก
เขาชักเริ่มสงสัยแล้วว่ามันจำเป็นด้วยหรือ ยังไงพวกเขาก็แค่เดินทางผ่านมา พวกเขาแค่อยากจะไปกรุงมาดริด ถ้าเดินทางตรงไปเลยก็น่าจะถึงเร็วกว่าเป็นไหนๆ ให้ตายเหอะ..
ฮุมโบลท์นิ่งคิด.... ไม่ได้... เขาบอกในที่สุด เสียใจด้วยจริงๆ แต่เนินใดที่ความสูงของมันยังไม่เป็นที่ประจักษ์ช่างเป็นการดูถูกสติปัญญาของเขาและทำให้จิตของเขากระสับกระส่ายหาความสงบไม่ได้ และหากคนเราไม่หาว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งแห่งหนใดอยู่ตลอดเวลา ก็คงจะก้าวต่อไปไม่ได้ ปริศนาไม่ว่าจะเล็กน้อยจ้อยกระจิริดเพียงใดก็ไม่ควรทิ้งไว้ข้างทางให้เปล่าประโยชน์
นับแต่นั้น พวกเขาจึงเดินทางตอนกลางคืนเพื่อให้ฮุมโบลท์ทำการวัดโน่นวัดนี่ได้โดยไม่ถูกรบกวน พิกัดในแผนที่ของพวกเขาควรถูกแก้ใหม่ให้ชัดเจนแม่นยำกว่านี้เป็นอยู่ตอนนี้ แผนที่สเปนเหล่านี้ก็ไม่แม่นยำ ฮุมโบลท์อธิบาย คนเราควรต้องรู้ให้แน่นอนสิว่ากำลังจะขี่ม้าไปที่ใดกันแน่
เอ้า แต่คนเขาก็รู้อยู่แล้วนี่ บงปลองค์ร้องค้าน ก็นี่ไง ทางหลวงหลัก มุ่งหน้าไปมาดริด จะรู้มากกว่านั้นไปหาพระแสงอะไร...
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ถนน ฮุมโบลท์ตอบ มันอยู่ที่หลักการต่างหาก
เมื่อใกล้ถึงเมืองหลวง แสงทิวาปรากฏเป็นสีเงิน มิช้าต้นไม้ก็เหลือน้อยลงจนแทบไม่มี ตอนกลางของสเปนไม่มีแหล่งเก็บน้ำเลย ฮุมโบลท์อธิบาย พวกนักภูมิศาสตร์นั่งเทียนเขียนอีกแล้ว ดินแดนแถบนี้เป็นที่ราบสูงมากกว่า และครั้งหนึ่งเคยเป็นเกาะผุดขึ้นกลางทะเลที่มีมาก่อนยุคประวัติศาสตร์.......
คนวัดโลก หน้า 39-40